วันจันทร์, ตุลาคม 03, 2554

การ์ตูนBen 10

เบ็นเท็น (Ben 10) เป็นการ์ตูนทีวีแอนิเมชันของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตโดย Man of Action (เป็นทีมประกอบด้วย Duncan Rouleau, Joe Casey, Joe Kelly และ Steven T. Seagle) สังกัด Cartoon Network Studios เบ็นเท็น ออกอากาศทุกเช้าวันเสาร์ 10 นาฬิกาในประเทศสหรัฐอเมริกา[1] และในประเทศไทยฉายวันจันทร์ถึงวันศุกร์ในช่วงทูนามิ เวลา 18:00 น. ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 และเปลี่ยนเป็นวันจันทร์ถึงพฤหัสเวลาเดิม (เหตุเพราะวันศุกร์มีการฉายศุกร์หรรษา) ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ทางช่องการ์ตูนเน็ทเวิร์ค ทรูวิชั่นส์ช่อง 29 สำหรับระบบอนาล็อก และช่อง 52 สำหรับระบบดิจิตอล ปัจจุบันได้ฉายจนจบเรื่องไปแล้ว แต่ก็มีการฉายซ้ำอยู่ในช่วงเวลาต่างๆ
เรื่องราวของเบ็นเท็น เริ่มจากตัวเอกของเรื่อง เบ็นจามิน "เบ็น" เท็นนีย์สัน ขณะกำลังหยุดฤดูร้อนกลางป่า เขาได้บังเอิญไปเจอกับดาวตก ซึ่งเมื่อเขาเข้าไปดูก็พบว่ามันเป็นกระสวยจากอวกาศที่ตกลงมาบนโลก ข้างในนั้นบรรจุออมนิทริกซ์ ซึ่งเป็นกำไลข้อมือที่จู่ๆก็กระโดดเข้ามาติดแขนของเขาแบบไม่ยอมปล่อย ซึ่งออมนิทริกซ์นั้นมีพลังให้เบ็นสามารถเปลี่ยนร่างเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้ถึง 10 แบบ (และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต จนถึง 10,000 แบบ) ซึ่งแต่ละร่างจะมีลักษณะและพลังที่ต่างกันออกไป เบ็นได้ตัดสินใจใช้พลังที่เขาได้รับนี้ในการปกป้องผู้คนจากเหล่าร้ายมากหน้าหลายตา ตั้งแต่สัตวแพทย์สติเฟื่อง, จอมเวทย์ จนไปถึงผู้ควบคุมแมลง หรือเหล่ามนุษย์ต่างดาวในอวกาศที่มาวุ่นวายบนโลก ในขณะเดียวกันก็มีมนุษย์ต่างดาวนามวิวแก็กซ์วางแผนจะชิงออมนิทริกซ์เช่นกัน เบ็นจึงต้องปกป้องโลกทั้งจากวายร้ายบนโลกและวายร้ายจากนอกโลก
ออมนิทริกซ์เป็นอุปกรณ์ที่มีรูปร่างเหมือนนาฬิกาข้อมือ เมื่อปุ่มด้านข้างถูกกด ส่วนหน้าจะยื่นออกมาและเป็นหน้าปัดให้หมุนดูเงาของเอเลี่ยนที่ต้องการเลือกได้ จากนั้นก็กดลงไปเพื่อเปลี่ยนร่างเป็นเอเลี่ยนตัวนั้นๆได้ ออมนิทริกซ์เป็นอุปกรณ์ที่เสียหายค่อนข้างบ่อยและมีความลึกลับมาก ในบางตอนเบ็นจะกลายเป็นเอเลี่ยนที่เขาไม่ได้เลือกหรือบางครั้งก็เกิดผสมกันเป็นสายพันธุ์ใหม่ เมื่อถูกเอเลี่ยนตัวไหนแตะออมนิทริกซ์ ล่ะก็ ออมนิทริกซ์จะซึบซับ DNA ของเอเลี่ยนที่แตะมันและจะกลายเป็นสีเหลืองชั่วขณะ และทำให้เบ็นกลายร่างเป็นเอเลี่ยนตัวนั้นได้ ตอนแรกออมนิทริกซ์ มีเอเลี่ยนอยู่เพียง 10 ตัวแต่มันได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 10,000 ตัว ออมนิทริกซ์มีสีการทำงาน 5 สีคือ สีเขียวหมายถึงพร้อมใช้งาน สีแดงหมายถึงอยู่ระหว่างชาร์จพลังงาน สีเหลืองหมายถึงกำลังเพิ่มเอเลี่ยนพันธุ์ใหม่เข้าไปในออมนิทริกซ์ สีส้มหมายถึงออมนิทริกซ์เปิดระบบทำลายตนเอง สีน้ำเงินหมายถึงออมนิทริกซ์กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพ





วันจันทร์, กันยายน 05, 2554

ผมเที่ยวประเทศกัมพูชา

ประเทศกัมพูชา

กัมพูชา มีทะเลสาบน้ำจืดซึ่งเกิดจากแม่น้ำโขงขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียชื่อว่า “โตนเลสาบ” (Tonle Sap) มีแม่น้ำโขงไหลผ่านยาว 500 กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติ และเชื่อกันว่าปลาบึกซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่ายทวนน้ำจากโตนเลสาปขึ้นสู่ประเทศไทย-ลาว ก่อนไปผสมพันธุ์ที่จีนซึ่งเป็นต้นแม่น้ำโขง
โตนเลสาป อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ 100 กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง 7,500 ตารางกิโลเมตร ลึกถึง 10 เมตร โตนเลสาปครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กำปงธม กำปงซะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า 300 ชนิด
ภูเขา ยอดเขาสูงที่สุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,813 เมตรทิศเหนือของกัมพูชามีเขตแดนติดกับประเทศไทยระยะทางยาว 750 กิโลเมตร ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น
ป่าไม้ กัมพูชาเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันป่าไม้ลดลงอย่างมากหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สัมปทานป่ากับบริษัทเอกชนจากประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น








อยากไปเที่ยวเพราะอยากไปบ้านเกิดของปู่และอยากไปเที่ยวเขาพระวิหาร

วันจันทร์, สิงหาคม 29, 2554

เทียวทะเล(หาดแม่รำพึง)

หาดแม่รำพึง - บ้านก้นอ่าวตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นหาดทรายชายทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ขาวสะอาด และยาวที่สุดของฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจังหวัดระยอง เป็นหาดทรายที่มีความลาดชันน้อย อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตั้งแต่เชิงเขาแหลมหญ้าทอดตัวออกไปยาวถึง 12 กิโลเมตร เป็นสถานที่เหมาะแก่การเล่นน้ำบริเวณชายหาดร่มรื่นด้วยต้นไม้ เหมาะแก่การพักผ่อน อยู่ห่างจากบ้านเพ ประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ประมาณ 9 กิโลเมตร และห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 500 เมตร สุดชายหาดเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านก้นอ่าว การลงเล่นน้ำบริเวณนี้ ต้องหลีกเลี่ยง บริเวณพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ติดป้ายเตือน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง





 


วันจันทร์, สิงหาคม 22, 2554

เที่ยววัดพระแก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗
     เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

     รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน

     เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป
พระอุโบสถ


วันจันทร์, สิงหาคม 08, 2554

เที่ยวเมืองบางแสน

ความรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ที่เล่าขาน กันมารุ่นต่อรุ่น

ถ้าเอ่ยถึงตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่ของชายหญิงที่มีจุดจบ แสนเศร้า หลายคนคงนึกถึงตำนานความรักของสองตระกูลใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ลงรอยกัน อันเป็นผลให้ความรักของรุ่นลูกอย่าง “โรมิโอ และจูเลียต” ต้องจบลงด้วยความตาย แต่ถ้าเป็นตำนานรักของไทย หนีไม่พ้น “ขวัญ – เรียม” ที่มีจุดจบที่คล้ายคลึงกันตลอดจนความรักของ “นางนาก” ผีสาวผู้ที่รอการกลับมาของสามี จนกลายเป็นตำนานของความรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ที่เล่าขานกันมารุ่นต่อรุ่น  ส่วนที่บางแสนของเรานี้ ต้องยกให้ตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่ของศาลเจ้าแม่สามมุก ที่ตั้งอยู่เชิงเขาสามมุก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนี้
“เขาสามมุก เป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านอ่างศิลาและหาดบางแสน ขับรถไปตามถนนเลียบริมหาดจากอ่างศิลาเป็นทางลาดขึ้นไปนั่นก็คือบริเวณที่ เรียกกันว่าเขาสามมุก และเขาสามมุกเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก ส่วนศาลเจ้าแม่สามมุกตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา และ ที่มุมหนึ่งของศาลฯ มีผู้เขียนถึงตำนานความรักของท่านไว้ดังนี้
‘เมื่อปลายรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาบริเวณบางแสนและ เขาสามมุข ยังไม่มีบ้านเรือนและผู้คนหนาแน่นเหมือนปัจจุบันนี้ ชื่อบางแสนและเขาสามมุขก็ยังไม่ปรากฏ จะมีก็แต่ตำบลอ่างหิน ในปัจจุบันก็คือตำบลอ่างศิลาอันเป็นชุมชนของชาวประมงริมทะเล’
‘ณ ตำบลอ่างหินนี่เอง (อ่างศิลา) มีเจ้าของชื่อโป๊ะ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามว่า “กำนันบ่าย” มีลูกชายชื่อว่า “แสน” ห่างจากตำบลอ่างหินออกไปพอประมาณมียายหลานอาศัยกันอยู่คู่หนึ่ง ยายมีชื่อเสียงเรียงนามใดไม่ได้ปรากฏไว้ ส่วนหลานสาวนั้นมีชื่อว่า “สามมุข” อาศัยอยู่ในเมืองปลาสร้อย (จังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน) เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตลง ก็ได้มาอาศัยอยู่กับยายจนกระทั่งโต “สามมุข” มักจะชอบมานั่งเล่นดูหนุ่มสาวรวมทั้งเด็กที่มาเล่นว่าวในหน้าลมว่าวอยู่ริม เชิงเขาเป็นประจำ และมีเพื่อนที่คอยหยอกล้อเล่นเป็นประจำก็คือลิงป่าที่ลงมาจากเขา’
‘อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ “สามมุข” กำลังนั่งเล่นอยู่ ก็ได้มีว่าวตัวหนึ่งขาดลอยลงมาตกอยู่ที่หน้าของสามมุข เธอจึงเก็บว่าวตัวนั้นไว้และมีเด็กหนุ่มชื่อแสนวิ่งตามว่าวที่ขาดลอยมาจึง ได้พบกับสามมุข เขาทั้งสองได้รู้จักกันและแสนก็ได้มอบว่าวตัวนั้นไว้เป็นที่ระลึก หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พบปะกันเรื่อยมาจนเกิดเป็นความรัก และได้สาบานต่อหน้าขุนเขาแห่งนี้ว่า’ “ทั้งสองจะครองรักกันชั่วนิรันดร หากใครผิดคำสาบานนี้จะกระโดดหน้าผาแห่งนี้ตายตามกัน” และแสนได้มอบแหวนวงหนึ่งให้แก่สามมุขไว้เพื่อเป็นพยาน’
น้ำสังข์ลดลงมาพร้อมกับแหวนวง หนึ่งตกลงมาด้วย
‘เมื่อกำนันบ่ายซึ่ง เป็นพ่อของแสนได้ทราบเรื่องเข้าก็เกิดความไม่พอใจ แสนได้พยายามขอร้องผู้เป็นพ่อให้ไปสู่ขอสามมุข แต่กำนันบ่ายก็กีดกันและกักบริเวณแสนไว้ จึงทำให้ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากัน หลังจากนั้นกำนันบ่ายก็ได้ไปสู่ขอลูกสาวคนทำโป๊ะให้กับแสนและกำหนดพิธีการ แต่งงานขึ้น ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วอ่างหิน (อ่างศิลา) จนสามมุขเองก็ได้รับรู้ถึงข่าวนี้ด้วย ในวันแต่งงานของแสนได้มีการจัดงานกันอย่างใหญ่โตสมเกียรติกับที่เป็นงานของ กำนันบ่าย’ ‘ตลอดระยะเวลาที่แขกได้ทยอยเข้ามารดน้ำสังข์อวยพรให้คู่ บ่าวสาวทั้งสอง แสนได้แต่ก้มหน้านิ่งเสียใจอยู่กับตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้ จนกระทั่งแสนรู้สึกว่ามีน้ำสังข์ลดลงมาพร้อมกับแหวนวงหนึ่งตกลงมาด้วย แสนจำได้ดีว่าแหวนวงนี้เขาเป็นคนมอบให้สามมุขแต่พอเงยหน้าขึ้นสามมุขก็ได้ วิ่งจากออกไปแล้ว แสนได้หวนคิดถึงคำสาบานที่ได้ให้กับสามมุขไว้ จึงรีบวิ่งไปที่เชิงเขาแต่ก็สายไปเสียแล้ว สามมุขได้ขึ้นไปที่หน้าผานั้นแล้วทิ้งร่างที่ไร้หัวใจลงดิ่งสู่ก้นผาสิ้น ชีพอยู่ริมทะเล แสนผู้ที่ให้คำสาบานไว้กับสามมุขเขาจึงกระโดดลงหน้าผาตามสามมุขหญิงสาวสุด ที่รักไป’

ลมแรง...อิอิ


ไปมายัง.....คุคุ


สมัยเก่ามาก....นินิ